สอบถามผลิตภัณฑ์
และบริการได้แล้ววันนี้
บันทึกข้อมูลสำเร็จ
Copied!

ยกเลิกการติดตามข่าวสาร

ยืนยัน Loading...
Update
Our Locations
ค้นหาร้านค้า ติดต่อเรา

เคล็ดลับงานออกแบบของ THAT’S ITH

save_favorites_black saved_favorites
เคล็ดลับงานออกแบบของ THAT’S ITH

เคล็ดลับงานออกแบบของ THAT’S ITH

save_favorites_black saved_favorites

THAT’S ITH INTERIOR สตูดิโอออกแบบที่โดดเด่นในความจัดจ้าน ทั้งสีสัน ความสนุก หรือในมุมของความหรูหรา และละเมียดในรายละเอียด นั่นคือลายเซ็นที่เด่นชัดของ อิท พลัช ไพนุพงศ์ Design Director และ Founder ของสตูดิโอแห่งนี้ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในวงการงานออกแบบทั้งในไทย และต่างประเทศ วันนี้ Nippon Paint จึงไม่พลาดที่จะพาทุกท่านมาพบกับแนวคิดและเคล็ดลับดีๆในการออกแบบที่บอกเลยว่าสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างแน่นอน

That’s ITH เล่าให้เป๊ะ เลือกให้ชัด และไปให้สุด

ก่อนอื่นเลยเราต้องขอถามถึงแนวคิดวิธีการที่สร้างความโดดเด่นให้กับ THAT’S ITH แตกต่างไปจากสตูดิโอดีไซน์แห่งอื่นๆ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ใครๆก็บอกว่าสตูดิโอแห่งนี้ “จัดจ้าน!”

“ต้องขอเท้าความก่อนว่า แม้ว่าผมจะทำงานด้านออกแบบภายในมากว่า 20 ปี แต่ก็เพิ่งเปิด That’s ITH ได้เป็นปีที่ 9 ซึ่งมันเกิดจากความไม่ตั้งใจ จากทีม freelance เล็กๆที่นั่งทำกันในคอนโดผมแค่ 2 คน เติบโตมาเป็นบริษัททีมงาน 30 คน จากการที่ลูกค้าแนะนำปากต่อปาก ถ้าถามว่าเรามีสไตล์อะไรที่เด่นชัด น่าจะเป็นวิธีคิดและการตีความบรีฟของลูกค้ามากกว่า”

“เพราะเราไม่เคยตั้งธงไปก่อนว่างานนั้นๆจะต้องใช้สีหรือใช้รูปแบบใดๆ เรามองว่าเราเป็น Story Teller ซึ่งสิ่งที่เราเล่านั้นก็ได้มาจากการ Research โดยเริ่มจากโจทย์ของลูกค้า และทำความเข้าใจถึงบริบทในมิติต่างๆของโครงการ บริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้กับอะไร มีประวัติศาสตร์อย่างไร เคยเป็นอะไรทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต จากนั้นจึงนำเรื่องราวมาร้อยเรียงเพื่อทำให้โจทย์มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น วิธีการของ That’s ITH อาจไม่ใช่การทดลองหรือท้าทายทฤษฎีเพื่อหา solution ใหม่แหวกแนวที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เราเน้นการทำความเข้าใจและสร้างเรื่องราวที่จะส่งเสริมให้โครงการโดดเด่นขึ้นมา”

“ปกติแล้วเมื่อเราได้ทำงานกับ Developer เจ้าใหญ่ๆ เขาจะมี Marketing ที่แข็งแรงอยู่แล้ว มีจุดขาย  Target Group และ Style ที่ชัดเจน เมื่อนำมารวมกับ Story เรื่องราวที่เรา Research มาแล้วว่าน่าสนใจและเข้ากับบรีฟของลูกค้า จึงกลายเป็นดีไซน์ที่เราคิดจากโจทย์ของลูกค้าจริงๆ เพราะฉะนั้นงานสีจะแปรผันไปในแต่ละงาน ไม่ใช่ว่าเราจะเลือกใช้แต่สีที่จัดจ้านในทุกงาน ถ้าเป็นงานที่ต้องการความนุ่มนวลสบายตา เราก็อาจเลือกใช้สีที่ดูเป็นธรรมชาติ หรือถ้างานที่ต้องการความสนุกสีก็จะมีความแรงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะงานโมเดิร์น หรือ คลาสสิค ความยากคือการสร้าง “ความเป็นอาร์ต” ลงในงาน แต่ยังคงไว้ซึ่ง Function และตอบโจทย์ของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์

อีกสิ่งหนึ่งผมมัก Challenge ตัวเองและทีมงานเสมอ คือตั้งคำถามว่างานที่เรากำลังทำนั้นดีที่สุดที่เราจะทำได้รึยัง ถ้าดีเทียบเท่ากับที่ลูกค้าคาดหวัง และคนอื่นๆก็คงทำออกมาประมาณนี้ นั่นแปลว่าดีไม่พอ มันต้องมีเหตุผลที่ลูกค้าเลือกเราแทนที่จะเป็นนักออกแบบเก่งๆคนอื่นๆที่มีอยู่เต็มไปหมด เราไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นแต่เราต้องสามารถสร้างงานที่ Beyond Expectations ของลูกค้าและเป็นงานที่เราเองก็ภูมิใจ และนั่นอาจจะเป็นวิธีการทำงานของเราที่พยายามสร้างคุณค่าในงาน พาให้โจทย์เหล่านั้นไปได้จนสุดทาง จนเกิดเป็นภาพจำ”

ผลงานประทับใจ

จริงๆก็ประทับใจทุกงาน เพราะแต่ละงานมีเรื่องราว ที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน เอาเป็นว่ายกตัวอย่างบางงานให้ฟังแล้วกันครับ เช่นงาน Bugaan ของแสนสิริ เป็นงานที่สนุก เพราะได้เล่นอะไรที่จัดเต็ม ก็จะเป็นงานที่มีสีสันจัดจ้าน สนุกสนานอยู่ในความหรูหราสไตล์คนรุ่นใหม่ แต่ตอนก่อสร้างจริงด้วยปัจจัยหลายๆอย่างก็อาจมีการต้องปรับเปลี่ยนจากแบบที่เราดีไซน์ไปเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ได้รับ Feedback กลับมาดีมาก

สูตรลับงานออกแบบในแบบฉบับของ That’s ITH

ด้วยสไตล์งานที่โดดเด่นของ That’s ITH เราจึงไม่พลาดที่จะถามสูตรลับในการสร้างสรรค์แต่ละงานว่ามีแนวทาง หรือ ทฤษฎี สำหรับทุกๆท่านได้นำไปปรับใช้กับแนวคิด หรือการตกแต่งห้องของตัวเองกัน

“ถ้าถามถึงสูตรลับของเรา ก็ต้องบอกว่าไม่มีครับ ไม่ใช่ว่าไม่บอก แต่คือเราออกแบบโดยตั้งอยู่บนโจทย์ล้วนๆ เพราะเราทำงานกับ Developer ที่มีแนวทางและโจทย์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว จึงต้องเคารพ และออกแบบตามความต้องการของลูกค้าเป็นเบื้องต้นเสียก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียว”

“ผมมักใช้สูตร 60 30 10 กับงานส่วนใหญ่ มันคือการเลือกใช้องค์ประกอบที่แตกต่างกันให้เข้ากันอย่างลงตัวครับ เป็นสัดส่วนที่มาจากประสบการณ์ส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นหลักการการออกแบบที่ใช้กันโดยทั่วไปและได้ผลมากๆ ในส่วนของ That’s ITH นั้น เราจะแบ่งเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของห้องหรือพื้นที่นั้นๆเป็น Concept หลัก หรือโทนสีหลัก ซึ่งอาจจะเรียบหน่อย แล้วจึงเติม 30 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเรื่องราวหรือคู่สีตรงข้ามที่ทำให้งานเด่นขึ้นจากภาพรวมนิดนึง จากนั้น 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออาจเป็นสิ่งที่แตกต่างไปเลย อาจเป็นพร๊อบหรืออาร์ตสีเจ็บๆ กราฟฟิคแรงๆ หรืออะไรที่จะสร้างภาพจำให้กับงาน เช่น ถ้างาน Minimal อาจจะเติมเฟอร์นิเจอร์แอนทีคหรือดิบๆ เข้าไป 1 ตัว เพื่อเน้นความ contrast ของ Style หรือ Texture ด้วยสัดส่วนเหล่านี้ จะทำให้ผลงานมีความโดดเด่น แตกต่าง แต่ลงตัวไปด้วยกันได้ คล้ายๆกับ มีพระเอก พระรอง และก็ต้องมีตัวประกอบมาช่วยเพิ่มสีสัน วิธีนี้ใช้ได้กับแทบทุกอย่างเลย

ถ้าให้ยกตัวอย่างก็จะเป็นงานที่ XT เอกมัย ซึ่งความพิเศษคือตรงนั้นเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายสูงมาก และเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทั้งกลางวันและกลางคืน จะบอกว่าเอกมัยไม่เคยหลับก็น่าจะได้ โจทย์ของ XT จึงเน้นไปในความเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีบุคลิกแรง ชัดเจนและหลากหลาย เราจึงเอาสีมาแทนค่าบุคลิกที่แตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย และเพิ่มความแรงโดยใช้สีเดียวกันหมดตั้งแต่พื้น ผนัง เพดาน ทุกห้องจะต่างกันไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็จะมีส่วนเชื่อมเข้าหากันในพื้นที่ตรงกลาง เป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีสี นั่นคือ 60 – 30 ที่พูดถึง ส่วนอีก 10 ก็คือการเลือกใช้ของวินเทจอย่างไม้หมอนรถไฟ หรือ กระถางเก่ามาสร้างเรื่องราวให้ดูอบอุ่นเป็นที่อยู่อาศัยมากขึ้นนั่นเอง

ปรับห้องเล็กให้ใหญ่ไม่ยากอย่างที่คิด

เมื่อได้พูดคุยถึงโครงการอย่างคอนโดมิเนียม หรือห้องชุดแล้ว เราจึงอยากได้ Tips เล็กๆจากคุณอิท ถึงการทำยังไง ให้ห้องในพื้นที่จำกัดสามารถดูโปร่งโล่งตาด้วยเทคนิคการใช้สีและการตกแต่งได้

“เรื่องแรกเลยคือปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเมืองสมัยนี้ค่อนข้างต้องการความยืดหยุ่น พื้นที่ใช้สอยหนึ่งๆอาจจะไม่ได้มีแค่ฟังค์ชั่นเดียว เพราะฉะนั้น ถ้าทำบ้าน หรือทำห้องคอนโดมิเนียม เราอาจจะต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับการปรับใช้ เช่นถ้าเลือกชุดโซฟา เราอาจจะเลือกโต๊ะที่ไม่เตี้ยมาก ใช้พักผ่อนได้ ทานข้าวพร้อมดูทีวีได้ หรือจะใช้นั่งทำงาน WFH หรือประชุม Zoom ก็ได้ ถ้าการใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนตามแต่สถานการณ์ได้ ก็จะทำให้ห้องที่เคยคับแคบดูใหญ่ขึ้นมาทีเดียว”

“ส่วนในเรื่องของสีสันนั้น จะต้องถามก่อนว่าชอบแบบไหน อาจแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ชอบนิ่งๆ ชอบสีสันบ้าง กับชอบความจัดจ้าน ถ้าไล่ตามสเตปสำหรับคนนิ่งๆ อยากแนะนำให้เลือกใช้สีอ่อนๆ Tone on Tone เป็นสีเดียวกันที่ต่างโทนกันออกไป ห้องจะดูโล่ง สะอาดตา พื้นที่ทั้งหมดจะดูเป็นพื้นที่ใหญ่อีกด้วย 

แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบสีสันขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะเลือกหนึ่งผนังมาเติมสีที่สดใสขึ้นหรือเป็นวอลเปเปอร์ลายกราฟฟิคเตะตาให้เป็นจุดเด่นของห้อง ก็จะทำให้ห้องดูสดใสขึ้นได้มากทีเดียว

แต่ถ้าชอบสีสันที่จัดจ้านกว่านั้น อาจเลือกโซฟาชิ้นเด่น หรือ พรมผืนใหญ่ แล้วเติมสีสดที่เป็นคู่ตรงข้ามกับผนังเมื่อกี๊ ก็ทำให้บรรยากาศในห้องสนุกและสะท้อนบุคลิกเจ้าของห้องได้อย่างดี

Design Tips ใส่ความจัดจ้านด้วย “คู่สี” ให้ห้องสวยในแบบคุณ

มาถึงประเด็นสุดท้ายที่เราอยากฟังจากคุณอิทกัน ซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากเทคนิคการเลือก “สีให้ห้องสวย” ด้วยแนวคิดแบบคุณอิท ซึ่งจาก TREND BEYOND COLOURS 2022-22023 โดย Nippon Paint และ Colour Hive

“ถ้าชอบความเรียบหรู แต่ยังดูเท่ ก็อยากแนะนำสีที่สวยและอยู่ได้นานแบบ Timeless อย่าง CHIC GRAY – N 3026P แล้วเติมสี DARK HORIZON – N 3392D ไปซักหนึ่งผนัง ก็จะเป็นคู่สีที่สวย เท่ และเข้ากันได้ดีมากหรือถ้าสีที่ดูทันสมัยขึ้นมาหน่อย ดู Loft นิดๆ ก็จะเป็น WHITE ASH– OW 1082P คู่กับ GRAY SLATE – N 3040D ก็จะได้ห้องที่มีความ Urban มากๆ

“สำหรับผู้ที่ชอบสีสันอยู่บ้าง อยากได้ความสนุกเติมเข้ามาในพื้นที่ในบางผนัง แต่ยังคงไว้ซึ่งความคลีน ไม่ว่าจะสีร้อน หรือ สีเย็น ไม่เข้มจนเกินไป สดใสพอตัวก็อาจจะเป็น SEDONA STONE – YO 1240T หรือ BLUE STAR – PB 2819T

“สุดท้ายถ้าอยากจะเพนต์หมดทั้งห้องเลย ก็แนะนำเป็น VINTAGE VASE – R 2386P เพราะเป็นสีที่ไม่เข้มจนเกินไป ใช้กับทั้งห้องได้ การทาสีเดียวทั้งห้องต้องเป็นโทนสว่างนิดนึงและไม่สดมาก เพื่อที่จะไม่รู้สึกอึดอัด BEAUTY CREAM – R 2380P ก็จะเป็นอีกสีหนึ่งที่น่าสนใจ อาจได้บรรยากาศของคาเฟ่ชิคๆหรือ Beauty Spa สะอาดๆได้ดีทีเดียว”

และนี่ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจจาก คุณ อิท พลัช ไพนุพงศ์ แห่ง THAT’S ITH นั่นเอง 

Facebook:Nippon Paint Decorative
Line: @nipponpaint
Careline: 02-4631899